ท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะเตรียมตัวเตรียมใจออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์กันเอาไว้แล้วนะครับ ผมว่าจังหวัดที่สนุกสุดเหวี่ยงที่สุด มีประเพณีและวัฒนธรรมที่สวยงามที่สุด ก็คือ “เชียงใหม่” นอกจากการไปเล่นน้ำแล้วขอเชิญชวนกันเข้าวัดวาอาราม กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยครับ
“ไหว้แล้วรวย” ฉบับส่งท้ายเดือนมีนาคมคาบเกี่ยวเมษายนนี้ พาท่านผู้อ่านไปที่ตีนดอยสุเทพ ทางทิศใต้ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อไปยัง “วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม)” วัดแห่งนี้ค่อนข้างมีบรรยากาศอันร่มรื่น เหมาะแก่การมาวิปัสสนากรรมฐานอย่างยิ่ง
เราย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของวัดกันก่อนนะครับ เมื่อปี พ.ศ.1839 พญามังรายทรงสร้างอาณาจักรล้านนาร่วมกับพระสหายคือ พ่อขุนรามคำแหง แห่งกรุงสุโขทัย และพญางำเมือง แห่งเมืองพะเยา สถาปนา “นพบุรีศรีนครพิงค์” เป็นเมืองเอก พระองค์ท่านมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จึงมีการทำนุบำรุงและอุปถัมภ์ค้ำชูในขณะนั้น
ทางฝ่ายพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ส่งคนนิมนต์พระสงฆ์ลังกามาเผยแพร่ศาสนาพุทธในสุโขทัย เมื่อพญามังรายเห็นเป็นดังนั้นจึงส่งทูตไปนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 5 รูปมาจากพระสหายแห่งกรุงสุโขทัย โดยมีพระกัสสปะเถระเป็นหัวหน้าคณะสงฆ์ชุดที่เดินทางขึ้นเหนือมานี้ ซึ่งได้ไปจำพรรษาที่วัดถาโถม
ต่อมาพญามังรายก็ทรงสร้างวัดเวฬุกัฏฐาราม (ปัจจุบัน คือ วัดอุโมงค์) เมื่อสร้างเสร็จจึงอาราธนาพระมหากัสสปะเถระและคณะจำพรรษาที่วัดแห่งนี้แทน
ถัดมาถึงคราวพญามังรายเสด็จสวรรคต พระพุทธศาสนาขาดการทำนุบำรุง เพราะว่าเกิดการแย่งชิงราชสมบัติกันเองภายในราชสำนักล้านนา กระทั่งมาถึงสมัยของพระเจ้าผายู ศาสนาพุทธก็ได้ลืมตาอ้าปากอีกครั้งจวบจนถึงสมัยของพระเจ้ากือนา ประมาณ พ.ศ.1910
พระเจ้ากือนาทรงมีความเลื่อมใสในพระมหาเถระจันทร์ พระองค์จึงทรงสั่งให้มีการบูรณะวัดเวฬุกัฏฐาราม แล้วอาราธนานิมนต์พระมหาเถระจันทร์มาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ อีกทั้งยังตั้งชื่อใหม่ว่า “วัดอุโมงค์เถรจันทร์” ตามชื่อบุคคลที่พระองค์เลื่อมใส มีการซ่อมแซมเจดีย์โดยการพอกปูน สร้างอุโมงค์ไว้ทางทิศเหนือจากเจดีย์ มีทางเดิน 4 ช่องเชื่อมต่อกัน
ส่วนในอุโมงค์นั้นมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่หลงเหลือให้ชมในปัจจุบันอยู่บริเวณเพดานโค้ง แต่ด้วยสภาพอันเก่าแก่ทำให้ภาพจิตรกรรมมีความเลือนรางไป จึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคพิเศษคัดลอกภาพด้วยมือและคอมพิวเตอร์ควบคู่กัน โดยการคัดลอกลายเส้น จึงยังทำให้สามารถเห็นจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นศิลปะล้านนาที่มีอายุกว่า 500 ปีได้ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนั้นภายในบริเวณวัดอุโมงค์อันร่มรื่นนี้ยังมีเจดีย์โบราณทรงระฆังคว่ำที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 19 ให้ได้ชมกันอีกด้วย เจดีย์องค์นี้ปรับปรุงมาจากเจดีย์ทรงระฆังแบบหนึ่งในศิลปะพุกาม ครั้งล่วงมาถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 เดียร์ทรงนี้คลี่คลายไปโดยมีรูปทรงที่สูงโปร่ง
เจดีย์นี้คงสร้างขึ้นในสมัยของพญามังราย ต่อมาได้รับการบูรณะในสมัยของพระเกตุเมืองแก้ว มีการปั้นปูนประดับลวดลายที่ส่วนฐานใต้ทรงระฆัง มีการปรับเปลี่ยนทรงกรวยซึ่งเป็นส่วนบนของเจดีย์ โดยประดับรูปกลีบบัวทรงยาวเป็นรูปบัวคว่ำและบัวหงาย ตามแบบอย่างของเจดีย์มอญพม่า
ส่วนองค์เจดีย์ในปัจจุบัน ยังเหลือแบบแผนที่น่าจะเป็นเค้าเดิม คือระเบียบของฐานในผังกลม 3 ฐานซ้อนลดหลั่น เป็นชุดฐานรองรับทรงระฆังใหญ่ ต่อขึ้นไปคือบัลลังก์สี่เหลี่ยม ส่วนยอดที่ทรงกรวยประกอบด้วยส่วนสำคัญที่ทางภาคกลางเรียกว่า ปล้องไฉน และปลี ที่ท้องไม้ของบานกลมแต่ละฐานประดับด้วยแถวช่องสี่เหลี่ยมไว้โดยรอบงานประดับเช่นนี้รวมทั้งขนาดที่ใหญ่ของทรงระฆัง เกี่ยวข้องกับแบบแผนของเจดีย์แบบหนึ่งของพุกาม สร้างเมื่อราวกลางพุทธศตวรรษที่18
ด้วยความที่วัดอุโมงค์มีต้นไม้ใหญ่เยอะ สร้างความร่มรื่นปกคลุมไปทั่วบริเวณ จึงได้กลายมาเป็นสวนพุทธธรรมอีกด้วย มีบรรดาพุทธศาสนิกชนแวะเวียนมานั่งสมาธิ ฝึกจิต และวิปัสสนากรรมฐาน กันอย่างแพร่หลาย ด้วยเพราะความเงียบ รวมทั้งบรรยากาศของต้นไม้ใบหญ้าจึงทำให้ผู้มาฝึกสมาธิได้เข้าถึงศีลอย่างถ่องแท้
สำหรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ชอบถ่ายภาพ ควรที่จะลองมาที่วัดอุโมงค์แห่งนี้นะครับ เพราะท่านจะได้มุมที่สวยๆ จากต้นไม้ โบราณสถาน ไม่เว้นแม้กระทั่งนก และบ่อปลา
แต่สำหรับท่านผู้อ่านที่ต้องการมากราบไหว้เพื่อขอโชคหรือเพื่อความเป็นสิริมงคลก็สามารถเดินทางมาได้ครับ ยิ่งช่วงเทศกาลก็จะมีคนมากันอย่างคึกคัก ได้บุญได้กุศลกันกลับบ้านเต็มที่เลยครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจากนิตยสารเซียน
โดย เสือหมอบแมวเซา