หน้าแรกท็อปไลน์ - ไดมอนด์
ค้นหาเพลง
 
9 เมษายน 2555
หน้าแรกท็อปไลน์ - ไดมอนด์>ดวงชะตา > สิงห์สู้กระแสน้ำ

สิงห์สู้กระแสน้ำ

 

 

สวัสดีครับห่างหายกันไปนานสำหรับคอลัมน์ของพรานบุญมาคราวนี้ พรานบุญเห็นว่าหลายคนกำลังใจจดใจจ่อกับเรื่องของกระแสน้ำ ปริมาณน้ำ และปัญหาที่จะตามมาจากเหตุอุทกภัย กอปรกับพรานบุญได้มีโอกาสไปร่วมออกร้านในงาน “คืนสู่เหย้าชาวสิงห์แดงธรรมศาสตร์” ก็เลยมีโอกาสได้ยินได้ฟังเรื่องราวที่ดูลี้ลับน่าสนใจ และสนุกมากคือ ที่มาของชื่อเรื่อง “สิงห์สู้กระแสน้ำ”

 

โดยศาลแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานและน่าสนใจมาก ทั้งเรื่องของการสร้างขึ้นเพื่อปรับแก้ฮวงจุ้ย และยังเป็นศาลที่เชื่อว่าสร้างขึ้นเพื่ออาลัยรักของสิงโตหินคู่นี้ ผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟังทีละเรื่องนะครับ

 

สำหรับตำนานเรื่องเล่าของ “ศาลเจ้าแม่สิงโต” เอ...ผมจะเอาตำนานไหนก่อนดีหนอ เอาเป็นตำนานที่เกี่ยวกับความรักก่อนจะดีกว่านะครับ เพราะว่านี่ก็เพิ่งจะผ่านเดือนกุมภาพันธ์อันเป็นเดือนแห่งความรักมาหมาดๆ

 

เรื่องเล่าหรือตำนานมีอยู่ว่า ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) นั้นมีเรือสำเภาบรรทุกสินค้าจากเมืองจีนมายค้าขายที่บ้านเราอย่างมากมาย ซึ่งบนเรือนั้นมีสินค้าต่างๆ มากมายรวมไปถึงหินแกะสลัก แล้วหนึ่งในจำนวนเรือสินค้าของชาวจีนนั้นก็ได้บรรทุกรูปปั้นแกะสลักสิงโตคู่นี้ติดมาด้วย

 

พรานบุญจะขอเล่าเท้าความเรื่องที่สักหน่อย ว่าทำไมต้องบรรทุกแผ่นหินและหินแกะสลักมาในท้องเรือให้มันหนักด้วย คือเดิมทีในสมัยโบราณการค้าขายระหว่างไทยกับจีนนั้น สินค้าที่มาจากเมืองจีนส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าพื้นเมืองแต้จิ๋วที่พ่อค้านำเข้ามาขาย เช่น เครื่องลายคราม ผ้าไหม เสื่อและผักดอง

 

จะเห็นได้ว่า สินค้าที่นำมาขายนั้น ส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักน้อยหรือมีน้ำหนักเบาเป็นส่วนใหญ่ ที่จะหนักก็เห็นจะเป็นแต่เครื่องลายครามเพียงอย่างเดียว ซึ่งการบรรจุหีบห่อก็ต้องมีการรองกันแตกหัก กันเสียหายด้วยเศษฟางเศษหญ้าซึ่งต้องใช้พื้นที่ในการขนส่งเป็นพื้นที่ที่มากขึ้น ทำให้เรือสำเภาลำใหญ่ มีน้ำหนักเบาเกินไปไม่กินน้ำ ไม่เหมาะสมกับการเดินทางออกทะเลใหญ่ จึงได้นำแผ่นหินหรือหินก้อนใหญ่มาถ่วงใต้ท้องเรือเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับเรือสำเภา เมื่อล่องเรือมาถึงกรุงสยามหรือเมืองไทยของเราแล้ว พ่อค้าชาวจีนก็นำก้อนหินแผ่นหินที่ถ่วงท้องเรือมากองทิ้ง เพราะในขากลับนั้นพ่อค้าชาวจีนจะขนสินค้าไปจากประเทศ ไทยกลับไปขายที่บ้านเมืองเขา ซึ่งก็คือสินค้าประเภท ข้าว เครื่องเทศ ไม้สัก ดีบุก ตะกั่ว งาช้าง ทองคำ หินสี อำพัน พลอยสี

 

ซึ่งสินค้าเหล่านี้ที่พ่อค้าสำเภาชาวจีนซื้อกลับไปนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักมากแทบทั้งสิ้น จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ก้อนหินและแผ่นหินถ่วงท้องเรือสำเภาของเขาอีก พวกแผ่นหินหรือก้อนหินนั้นก็จะถูกขนออกมาจากเรือสำเภา แล้วถูกนำไปทำเป็นหินสำหรับปูทางเดิน ซึ่งปัจจุบันยังพอหาดูได้ที่วัดกัลยาณมิตร วัดอรุณและวัดอีกหลายแห่งในย่านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาพ่อค้าชาวจีนจึงเปลี่ยนจากแผ่นหินมาเป็นตุ๊กตาหินแกะสลักรูปร่างต่าง เพราะเห็นว่าไหนๆ ก็จะต้องใช้หินมาถ่วงให้หนักเรือแล้ว ก็ขอเปลี่ยนเป็นตุ๊กตาหินแกะสลักแทนจะดีกว่า เพราะสามารถขายทำกำไรได้ตามนิสัยของคนเป็นพ่อค้า จึงเป็นเหตุให้ตามวัดต่างๆ ในกรุงสยาม มีตุ๊กตาหินแกะสลักที่นำมาจากเมืองจีน มาตั้งประดับอยู่อย่างมากมาย พวกตุ๊กตาหินเหล่านี้ก็ยังสามารถหาชมได้ที่วัดต่างๆ ดังที่กล่าวมา รวมทั้งวัดสุทัศน์เทพวราราม ที่เสาชิงช้าอีกด้วย ซึ่งหินหรือตุ๊กตาเหล่านั้น จะถูกเรียกว่า “หินอับเฉา” หรือ “ตุ๊กตาอับเฉา” นั่นเอง

 

แหม...เล่านอกเรื่องไปเสียยาว กลับมาเข้าเรื่องของ “สิงโตคู่รัก” กันต่อจะดีกว่า จากที่กล่าวไปแล้วว่าเมื่อเรือสำเภาบรรทุกสินค้าของพ่อค้าชาวจีนลำที่บรรทุกรูปแกะสลักสิงโตมา ได้ล่องมาถึงบริเวณปากคลองบางกอกน้อย ก็ได้เกิดลมพายุใหญ่พัดกระหน่ำจนทำให้เรือล่มลง เมื่อทำการกู้เก็บกู้สินค้าขึ้นมานั้น ก็ได้สิงโตหินขึ้นมาเพียงแค่ตัวเดียว คือ “สิงโตตัวเมีย” ชาวบ้านจึงได้นำมาตั้งไว้โดยหันหน้าเข้าหาฝั่ง แต่อยู่มาวันหนึ่ง ชาวบ้านก็มาพบว่าสิงโตตัวนี้ได้หันหน้ากลับออกสู่แม่น้ำ ราวกับว่าเธอกำลังเฝ้ามองคอยสิงโตหินตัวผู้ที่ยังจมอยู่ใต้น้ำ

อีกทั้งยังมีเรื่องเล่ากันปากต่อปากอีกว่า บางช่วงของกลางดึกชาวบ้านมักจะได้ยินเสียงร้องคำรามครวญครางของสิงโตตัวเมีย ที่ร้องเรียกหาคู่ของมัน แล้วถ้าหากเป็นคืนวันเพ็ญ ก็มักจะเห็นลำแสงสีแดงคู่หนึ่ง ทอดขึ้นมาจากในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งก็ว่ากันว่า เป็นแสงจากดวงตาของสิงโตตัวผู้ที่เฝ้ามองสิงโตตัวเมียที่ตั้งอยู่บนฝั่งนั่นเอง

 

เอาล่ะครับ คราวนี้ มาถึงตำนานเรื่องราวของ “ศาลเจ้าแม่สิงโตทอง” ที่ถือว่าเป็นเรื่องราวที่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างมีหลักฐานน่าเชื่อถือกันนะครับ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นช่วงที่ยังมีการดำรงตำแหน่ง “วังหน้า” หรือตำแหน่ง “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” ซึ่งตำแหน่งวังหน้าของกรุงรัตนโกสินทร์ มีด้วยกันทั้งหมด ๕ พระองค์เรียงตามลำดับคือ

 

๑. กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระอนุชาในรัชกาลที่ ๑

 

๒. กรมพระราชวังบวรมหาเสนารักษ์ พระอนุชาในรัชกาลที่ ๒

 

๓. กรมพระราชวังบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพ พระปิตุลาในรัชกาลที่ ๓

 

๔. พระบาทสมเด็จพระปรเมนทราเมศ มหิศเรศรังสรรค์ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอนุชาในรัชกาลที่๔

 

๕. กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

ซึ่งที่ประทับของผู้ดำรงตำแหน่งวังหน้า ก็คือพื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบันนั่นเอง โดยจะยาวไปจนถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และโรงละครแห่งชาติเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ส่วนวังหน้าที่เกี่ยวข้องกับศาลเจ้าแม่สิงโตทองแห่งนี้ก็คือ “กรมพระราชวังบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพ” วังหน้าในรัชกาลที่ ๓

 

ด้วยว่าสถานที่บริเวณนั้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับปากคลองบางกอกน้อย จึงถือว่าเป็นทางสามแพร่ง ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยแล้วจะถือว่าเป็นจุดที่จะเกิดการปะทะรับพลังไม่ดีและยังจะทำให้จุดนี้เป็นจุดที่มีพลังร้ายรุนแรงอีกด้วย เนื่องจากเป็นทิศทางที่รับพลังอันพุ่งตรงออกมาจากคลองบางกอกน้อยและมาจากทิศตะวันตก ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นประสบกับเรื่องราววุ่นวาย มีแต่ปัญหา

 

จะต้องแก้เคล็ดด้วยการนำเอา “กั้นหยั่น” หรือ “สิงห์คาบดาบ” ไปติดแก้การปะทะของพลังร้ายไว้ที่ริมแม่น้ำตรงทางสามแพร่งนั้น แล้วจะต้องหันหน้าของสิงห์คาบดาบนั้นพุ่งตรงเข้าไปที่ปากคลองบางกอกน้อยเพื่อรับแรงปะทะ

 

เมื่อได้ทรงทราบความดังกล่าว พระองค์ทรงดำริว่า หากจะนำรูปสิงห์คาบดาบไปติดไว้ตรงบริเวณนั้นเห็นจะเป็นการไม่ควรยิ่ง เพราะปลายดาบที่สิงห์คาบนั้น จะหันต้องพุ่งตรงไปยังทิศใต้ แล้วทิศใต้ถ้านับจากบริเวณนั้นไปก็เป็นทิศที่ตั้งของ “วังหลวง” หรือ “พระบรมมหาราชวัง” ซึ่งการกระทำเฉกเช่นนี้ก็อาจจะเกิดคำครหาไปในทางที่ไม่ดีว่าพุ่งดาบเข้าหาที่อยู่ของพระมหากษัตริย์ก็ย่อมเป็นได้ อีกทั้งยังทรงเกรงว่าผู้คนนั้นจะหาว่าพระองค์ทรงงมงายไร้สาระ เนื่องด้วยการแก้ฮวงจุ้ยเช่นนี้ไม่เคยมีปรากฏในประเพณีชนชั้นผู้นำของชาวไทยมาก่อน พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้นำสิงโตหินแกะสลักจากเมืองจีนจำนวนสามตัวที่ทำการปลุกเสกตามประเพณีจีนมาแล้วนั้น นำไปตั้งไว้ที่บริเวณท่าน้ำซึ่งตรงข้ามกับปากคลองบางกอกน้อยแทน จากจุดนี้มีข้อมูลตำนานที่แตกต่างกันอยู่สองตำนาน คือ

 

๑. สิงโตทั้งสามตัวนี้ได้ถูกนำมาตั้งไว้ริมตลิ่งตรงบริเวณจุดที่กระแสน้ำจากปากคลองบางกอกน้อยพุ่งมาใส่ แล้วนานไปก็ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนตลิ่งนั้นเกิดพังลงมา สิงโตที่นำมาตั้งแก้ฮวงจุ้ยทั้งสามตัวเลยจมลงไปอยู่ใต้น้ำ

 

ต่อมาจึงได้ทำการกู้เอาสิงโตตัวเล็กขึ้นมาเพียงตัวเดียว ซึ่งก็คือตัวที่ตั้งประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้าแม่สิงโตทองในปัจจุบันนั่นเอง ส่วนอีกสองตัวที่เหลือก็จำต้องปล่อยให้จมอยู่ในน้ำตามเดิมเพราะมิอาจงมขึ้นมาได้

 

๒. สิงโตสองตัวนั้นได้ถูกนำไปตั้งไว้ทั้งในน้ำ และอีกหนึ่งตัวถูกนำมาประดิษฐานไว้บนบกเพื่อเป็นเคล็ดในการต้านพลังของกระแสน้ำ ตามแบบความเชื่อของเรื่องฮวงจุ้ยไว้ตั้งแต่แรก

 

โดยสิงโตหินตัวที่ตั้งประดิษฐานอยู่ในศาลแห่งนี้ คือสิงโตตัวเล็กเท่านั้น ยังมีสิงโตตัวใหญ่และตัวเล็กอีกอย่างละหนึ่งตัว จมอยู่ใต้น้ำในบริเวณดังกล่าว ซึ่งเคยมีนักประดาน้ำดำน้ำลงไปดู ก็พบว่ายังมีสิงโตหินอยู่ทั้งสองตัว เพียงแต่มีตะไคร่น้ำเกาะอยู่เต็มไปหมด เมื่อมองดูแบบผิวเผินก็คล้ายขนสิงโตที่พลิ้วไหวอยู่ในน้ำ

 

มีเรื่องเล่าของความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าแม่สิงโตทองอีกเรื่องหนึ่งคือ ผู้คนในละแวกนั้นเล่าขานกันว่า ทุกปีจะต้องมีเด็กจมน้ำตายอย่างน้อยหนึ่งคนเป็นประจำ ว่ากันว่าเจ้าแม่สิงโตต้องการเด็กไปเป็นบริวาร

 

ศาลแห่งนี้ปัจจุบันตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (คณะเศรษฐศาสตร์) เป็นศาลคอนกรีตมีเสาสี่ต้น มุงหลังคากระเบื้องสีส้ม ผู้คนที่ไปกราบไหว้มักจะนำพวงมาลัยสีเหลืองแดง และนำสิงโตตัวน้อยใหญ่ไปถวายกันอยู่เป็นประจำทั้งที่ทำมาจากหิน จากเรซินและจากพลาสติก จะว่าไปสิงโตที่ตั้งอยู่จุดนี้ ก็เห็นจะสู้ได้แค่กระแสพลังงานตามหลักฮวงจุ้ยเท่านั้น เพราะเมื่อคราวที่น้ำท่วมปีที่แล้ว ก็ก่อถุงทรายตามแนวกำแพงกั้นริมตลิ่งที่ธรรมศาสตร์กันแบบสุดพลังกันเลยทีเดียว

 

แต่ถ้าจะสู้กับกระแสน้ำที่มาจากเหตุอุทกภัย เห็นทีจะต้องพึ่งพาการบริหารจัดการน้ำให้ได้อย่างถูกต้องและรอบคอบ ด้วยความร่วมมือจากหลายๆ หน่วยงานและอีกหลายท่านที่มีประสบการณ์ในการจัดการระบบน้ำให้เป็นไปอย่างมีระบบ มีการพร่องน้ำและเก็บกักน้ำไว้สำหรับการบริโภคและภาคการเกษตร

 

ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่งานที่ง่ายเลยทีเดียว งานนี้ถ้าหากบริหารและจัดการกันไม่ได้ก็คงจะได้พบกับทะเลกรุงเทพฯ กันแบบปีที่ผ่านมา ต่อให้สร้างกำแพงสิงโตหินซักล้านตัวแสนตัว ก็คงไม่สามารถสู้พลังของน้ำได้ เพราะต้องไม่ลืมว่า น้ำเป็นของเหลวเค้าสามารถไปได้ทุกที่ๆ ประชาชนตาดำๆ คงได้แต่กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้น้ำไม่ท่วมบ้านท่วมเมืองเหมือนปีที่ผ่านมากันนะครับผม พบกันใหม่ฉบับหน้านะครับท่านผู้อ่าน

 

โดย พรานบุญ

แหล่งที่มา :