จากฉบับที่แล้วคอลัมน์ “มุมพิศวง” พาท่านผู้อ่านเดินทางไปที่ จ.ชลบุรี เพื่อไปดูอภินิหารเทพเจ้ากวนอู ซึ่งแฟนๆ นิตยสารเซียนหลายคนที่ได้ติดตามก็พออกพอใจไปตามๆ กัน ซึ่งฉบับนี้เองเราก็ยังรอนแรมอยู่ต่างจังหวัดกันอีกเช่นเคยนะครับ ข้ามฟากจากชายทะเลภาคตะวันออกมายังดินแดนตะวันตกกันเลยทีเดียว
ทีมงานนิตยสารเซียนและรายการเปิดตำนานความเชื่อ มุ่งหน้าเข้าสู่ จ.กาญจนบุรี เป้าหมายของเราอยู่ที่ อ.ท่าม่วง ลัดเลาะไปริมเขื่อนแม่กลองและคลองชลประทาน เพื่อมุ่งเข้าสู่ “วัดถ้ำแฝด” ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ที่วัดนี้มีตำนานเกี่ยวกับวัตถุที่มีอำนาจลึกลับ ที่หลายๆ คนอยากจะเป็นเจ้าของ หรือได้สัมผัสของจริงกับมือ ตัวเองซักครั้งหนึ่ง
และนั่นก็คือ “เหล็กไหล” ครับท่านผู้อ่าน อย่างที่รู้ๆ กันว่าเมืองกาญจน์ทั้งจังหวัดนั้นมีถ้ำมากมายเต็มพรืดไปหมด เรียกว่าอาจจะพุ่งปรี๊ดขึ้นไปถึงหลักพันก็ได้ จนชาวบ้านแต่ละพื้นที่ต่างก็ล่ำลือว่าถ้ำนั้นมีเหล็กไหล ถ้ำนี้มีเหล็กน้ำพี้ ถ้ำโน้นมีขุมทรัพย์มหาศาลจากสงครามโลก สารพัดความเชื่อต่างๆ นานา
“วัดถ้ำแฝด” ที่เราเดินทางไปพิสูจน์นี้ตั้งอยู่บนไหล่เขาครับ คือเรียกว่าไม่สูงมากนัก แต่ก็พิศวงไม่น้อย จังหวะพอดิบพอดีเลยครับเมื่อไปถึงก็เจอกับ “พระครูสิทธิกาญจนกิจ” หรือหลวงพ่อวัชระ เจ้าอาวาส วัดถ้ำแฝด ซึ่งท่านเป็นผู้ที่มีวิชาอาคมในการฝังเหล็กไหลให้แก่ศิษยานุศิษย์และผู้ที่สนใจ
ทีมงานทั้งหมดเข้าไปกราบนมัสการท่านเพื่อกราบขออนุญาตในการทำสกู๊ปข่าวและถ่ายทำรายการ อีกทั้งให้หลวงพ่อได้สาธิตวิธีฝังเหล็กไหลให้ดูว่าขั้นตอนเป็นเช่นไร และมีพุทธคุณด้านใดบ้าง รวมถึงสัมภาษณ์ถึงที่มาที่ไปของตัวหลวงพ่อเอง และตำนานของวัดถ้ำแฝดที่เกี่ยวเนื่องกับเหล็กทรงคุณค่าอันนี้
แต่ก่อนหน้าที่จะถึงคิวของทีมงานเรานั้นมีลูกศิษย์ลูกหารายหนึ่งเป็นผู้หญิงมาทำพิธีอะไรบางอย่างกับหลวงพ่อวัชระ ซึ่งท่านได้ใช้ “คทา” อันเล็กที่ประดับประดาไปด้วยอัญมณีสุดสวยจิ้มไปที่กลางหน้าผากแล้วบริกรรมคาถา กระทั่งพี่ผู้หญิงรายดังกล่าวเกิดอาการของขึ้น เปล่งวาจาออกมาเป็นภาษาเทพเฉยเลย
โดยที่หลวงพ่อวัชระก็โต้ตอบวาจาเหล่านั้นด้วยภาษาเทพเช่นกัน ซึ่งเราไม่มีทางรู้เรื่องว่าบุคคลทั้ง 2 พูดจาอะไรกันไปบ้าง สังเกตแต่อากัปกิริยาของพี่ผู้หญิงคนนั้นที่สั่นเครือ ราวกับว่ามีเทพองค์ใดลงมารับบารมีกันตรงนั้นเลยทีเดียว
เอาล่ะครับทีนี้มาถึงคิวของทีมงานเซียนและรายการเปิดตำนานความเชื่อกันบ้าง โดยเราให้หลวงพ่อได้ทำพิธีฝังเหล็กไหลเป็นลำดับแรก ซึ่งช่างภาพและพิธีกรของเราเองเป็นผู้ทดลองกับตัว อย่างน้อยก็เป็นการสัมผัสมนต์ขลังพลังอำนาจของเหล็กไหลด้วยตนเองว่ามีฤทธิ์เดชเช่นไรบ้าง
หลวงพ่อวัชระให้นายแบบของเรายื่นแขนออกมาวางพาดเอาไว้กับไม้สี่เหลี่ยมหรือจะเรียกว่า “เขียง” ก็ไม่น่าจะผิด พิเศษตรงที่เขียงไม้นั้นลงอักขระเลขยันต์กำกับเอาไว้แลดูศักดิ์สิทธิ์อย่างแรง ซึ่งอวัยวะส่วนที่จะฝังเหล็กไหลนั้นคือ บริเวณต้นแขนส่วนข้อพับ
จากนั้นก็มีการใช้แท่งเหล็กคล้ายกับลิ่มเป็นตัวเจาะแขน โดยที่มีค้อนเวทย์มนต์ที่ลงอาคมและปลุกเสกเอาไว้แล้วเป็นตัวตอกลิ่มเข้ากับเนื้อ หากท่านผู้อ่านเห็นภาพเคลื่อนไหวก็อาจจะสยดสยองนิดหน่อยครับ เพราะเป็นการทำกันสดๆ กับเนื้อคนสดๆ เมื่อตอกเสร็จหลวงพ่อก็จะนำเหล็กไหลที่เจียระไนเป็นเม็ดแล้วนั้นยัดใส่ลงไปในรูของแขนที่ถูกเจาะ
แล้วเป่าคาถาปิดเข้าไปอีกที จากนั้นค่อยนำพลาสเตอร์มาปิดแผลกันอักเสบเอาไว้ โดนน้ำไม่ได้ 3 วัน ตอนรอแผลแห้งเสียก่อน สิ่งที่ทำให้ทีมงานเราทึ่งก็คือ ระหว่างที่ใช้ลิ่มเจาะแขนนั้นไม่ปรากฏว่ามีเลือดกระฉูดออกมาหรือว่าไหลทะลักออกมาแม้แต่น้อย มีเพียงแค่ซึมๆ เท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วแค่มีดบาดลึกแบบนั้นเลือดก็แทบไหลไม่หยุดกันแล้ว น่าแปลกจริงๆ
เสร็จจากการฝังเหล็กไหลก็ต้องมีพิธีกรรมต่อเนื่องกันอีก คือ การจิ้มคทาวิเศษเพื่อเพิ่มพูนบารมีดังเช่นที่กล่าวไปข้างต้น และก็เป็นเหมือนเช่นข้างต้นอีกเหมือนกันที่จู่ๆ ช่างภาพของเราที่ถูกจิ้มของขึ้นกับเขาด้วย เรียกได้ว่าองค์ลงเกือบเต็มตัวกันเลยทีเดียว เพราะกระโดดขึ้นมายืนเป็นหนุมาน ออกอาการและท่วงท่าที่ฮึกเหิม
ทำให้หลวงพ่อวัชระต้องเป่าคาถาใส่ศีรษะเพื่อให้อ่อนลง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า บรรดาเทพที่สิงสถิตอยู่ในร่างกายหรือว่าที่ลงร่างมาพอดี ต้องการมารับบารมีและเสริมบุญจึงแสดงตัวออกมาอย่างที่เห็น จะมากบ้างน้อยบ้างก็อยู่ที่พลังในร่างกายของผู้นั้นด้วยว่ารับสภาพได้หนักหน่วงแค่ไหน
แต่เท่าที่เห็นช่างภาพของเราเหนื่อยไม่น้อยเลย แสดงว่าอาจมีการฝืนกันเล็กน้อย เพราะหลังจากท่านออกร่างไปแล้วก็แทบจะทรุดหมดสติ เราต้องรีบเข้าไปประคองแล้วให้นอนแผ่หราเพื่อคลายกล้ามเนื้อก่อน ปรับสภาพความดันโลหิตและจูนสติให้กับมาดังเดิม
ไถ่ถามไปก็ทราบว่า องค์หนุมานท่านลงมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เนื่องจากว่าตนเองนั้นได้ไปสักเอาไว้กลางหน้าอก หากมีการรับศีลรับพรแบบนี้แล้วท่านจึงลงมารับบารมีด้วย ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเป็นเช่นนี้
ลำดับถัดมาก็ถึงพิธีกรรม “สาวน้ำตาเทียน” ที่หลวงพ่อวัชระจะใช้เทียนไขหยดน้ำตาเทียนลงในบาตรน้ำมนต์แล้วสาวขึ้นมาเป็นเส้นยาว แล้วนำไปขดรอบศีรษะของผู้เข้าพิธีนั้นเอง เมื่อสาวเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำขี้ผึ้งน้ำตาเทียนนั้นไปกดแท่นพิมพ์กลายเป็นพระเครื่องเอาไว้สักการะหรือเก็บไว้กับตัวเองเพื่อ เป็นสิริมงคล แถมยังแจกตะกรุดมาให้อีกด้วย
“การสาวน้ำตาเทียนของอาตมานี้ บางครั้งมันจะยาวมาก ที่สำคัญคือ อย่าให้ขาดระหว่างสาว หากว่าสาวไปถึง 3 ครั้ง แล้วขาดหมด แสดงว่าชะตาของผู้นั้นขาดสะบั้นลงแล้ว ต้องรีบแก้ไขทันที ซึ่งก็แก้ไขด้วยการถวายสังฆทานต่ออายุ และสะเดาะเคราะห์ หากไม่รีบกระทำก็อาจถึงแก่ชีวิตได้” หลวงพ่อวัชระเปรยขึ้นมา
การถวายสังฆทานต่ออายุดังกล่าว หลังจากสาวน้ำตาเทียนแล้วขาดถึง 3 ครั้งนั้นอย่าลืมว่าต้องอุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวรสถานเดียว เพราะเขามาตามทวงเอาชีวิตแล้ว อย่าชะล่าใจไม่รีบร้อน ความเป็นความตายเป็นเรื่องใหญ่เสมอ
นอกจากนี้หลวงพ่อวัชระยังได้อธิบายถึงพุทธคุณของเหล็กไหลเอาไว้อีกด้วย โดยท่านบอกว่า การฝังเหล็กไหลเข้าสู่ร่างกายนั้นก็เพื่อเป็นการเตือนสติไม่ให้ตั้งตนอยู่บนความประมาทเลินเล่อ หากว่าจะมีเหตุร้ายอยู่เบื้องหน้าเหล็กไหลก็จะกระตุกเตือนเอาไว้ให้เราตั้งสติระมัดระวังตัว
แต่หากว่าวันไหนเกิดอาการคันยิกๆ บริเวณที่ฝังเหล็กไหลนั้นก็เท่ากับว่า คุณกำลังจะมีโชค อาจได้รับลาภลอย หรือว่าการเสี่ยงดวงเสี่ยงโชคจะประสบผลสำเร็จในวันนั้น เป็นต้น
“ตำนานของเหล็กไหลนั้นถามว่าทำไมเขาถึงเรียกกันว่า เหล็กไหล ก็เพราะว่ามันเป็นโลหะเป็นแร่ธรรมชาติที่ยืดได้หดได้มีอิทธิฤทธิ์ในตัวมันพอสมควร โยที่มีชีปะขาวท่านหนึ่งชื่อว่า ปู่สิงขร เป็นผู้สถิตรักษาเหล็กไหลตาแรดอยู่”
“เหล็กไหลที่ได้มาเป็นเหล็กไหลตาแรด เพราะมันวาววับเหมือนตาของแรด หากเราจะเปรียบเทียบเหล็กไหลก็เหมือนกับอัญมณีนั่นแหละที่ส่วนใหญ่ย่อมต้องมีเทพคอยสถิตรักษาเอาไว้เหมือนกัน เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นของมีค่าสูงส่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ฉะนั้นจึงมีเทพยดาคอยปกปักรักษาเอาไว้” หลวงพ่อวัชระอธิบายความถึงความลี้ลับของเหล็กไหล
ซึ่งตามหลักแล้วเหล็กไหลก็จะมีพุทธคุณในด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ คงกระพันชาตรี เรียกได้ว่า ครอบจักรวาลเลยทีเดียว ครบเซ็ต ไม่แปลกที่ใครๆ ก็ถวิลหาที่จะครอบครองเหล็กไหลของแท้กัน ก็ด้วยพลังอำนาจอันลึกลับเช่นนี้นี่เอง
พูดคุยกันถึงเรื่องตำนานเหล็กไหลกันไปแล้ว เราจึงขออนุญาตหลวงพ่อวัชระถามถึงประวัติส่วนตัวตั้งแต่เป็นฆราวาสจนมาครองเพศบรรพชิตบ้างว่ามีความเป็นมาอย่างไรบ้าง แล้วเข้ามาคลุกคลีกับเหล็กไหลที่วัดถ้ำแฝดนี้ได้อย่างไร
หลวงพ่อเปิดเผยว่า เดิมทีเป็นคนเมืองกรุง เกิดฝั่งธนบุรีแถว ร.พ.ศิริราช โยมพ่อโยมแม่เมื่อก่อนเปิดร้านตัดเสื้อผ้า พอตนเองโตเป็นหนุ่มก็ย้ายไปอยู่ย่านบางนา เรียนจนจบ ปวช.ในปี พ.ศ.2514 แล้วก็มีโอกาสได้ไปทำงานยังสถาบันการเงิน หน้าที่และตำแหน่งก็เจริญก้าวหน้ามาเป็นอย่างดี เรียกว่าก่อนที่จะบวชตำแหน่งเลื่อนขึ้นไปถึงผู้บริหารสายเลยทีเดียว
“ช่วงที่ทำงานนั้นได้ไปอยู่โคราช ปรากฏว่าลูกค้าคนหนึ่งชวนอาตมาไปกราบพระธุดงค์ในป่า ก็เลยไปเจอพระรูปนั้น ท่านย้อนถามว่าถ้าบวชก็ไม่ต้องสึกได้มั๊ยลูก แต่เราก็ยังมีภาระต้องรับผิดชอบอีกมากมาย ซึ่งตอนนั้นอาตมาเองก็ไม่เคยรู้จักหลวงพ่อท่านนี้มาก่อน แต่เหมือนกับท่านรู้จักเรามานาน”
“หลังจากได้ลองปฏิบัติแล้วก็มีอาการแปลกๆ หลายอย่างที่อธิบายไม่ถูก อาตมามีพี่น้องหลายคนนะ แล้วพอช่วงที่พ่อแม่ป่วยในฐานะที่เราเป็นลูกคนโต จึงต้องตัดสินใจบวชทดแทนพระคุณท่าน ก็เลยเป็นที่มาของการมาอยู่วัดนี้ เพื่อนบ้านข้างเคียงเขาแนะนำว่าถ้าจะบวชให้มาบวชวัดถ้ำแฝด เพราะเขาเป็นลูกศิษย์ที่นี่ ฉะนั้นเราก็เลยลองตามมาดู แล้วก็บวชที่นี่เลย” หลวงพ่อเล่าถึงที่มาของชีวิตนักบวช
หลังจากที่บวชได้แค่พรรษาเดียวโยมพ่อก็มาสิ้นใจซะก่อน ท่านเป็นมะเร็งที่ต้นคอ ไม่ว่าจะรักษาอย่างไรก็ไม่สามารถยื้ชีวิตเอาไว้ได้ ขณะนั้นเองหลวงพ่อวัชระวัยก็ปาเข้าไป 40 กว่าแล้ว จะสึกออกมาก็กระไรอยู่ ทั้งๆ ที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะบวชแค่พรรษาเดียว ถึงขั้นที่ไปติดต่องานด้านการเงินการธนาคารรองรับเอาไว้แล้ว
“ไปๆ มาๆ เราชอบผ้าเหลืองก็เลยไม่สึกง่าย จนไม่ได้สึกมาจนทุกวันนี้ ได้ไปฝึกวิปัสสนากับหลวงพ่อฤๅษีลิงดำมาด้วย ทำให้เราได้อะไรกลับออกมาเยอะ เข้าสู่พรรษาที่ 3 ของการบวช ความคิดที่จะสึกก็แวบเข้ามาในสองอีกครั้ง อาตมาจึงอธิษฐานขอให้มีนิมิต ถ้าไม่มีก็จะสึก เพราะปกติแล้วเราเป็นคนที่ฝันน้อยมาก หรือแทบไม่ฝันเลย จนจู่ๆ ก็มาฝันถึงพระอาจารย์ยันตระ ที่ตอนนั้นยังไม่ต้องอธิกรณ์ ท่านสร้างปาฏิหาริย์เดินลุยน้ำแต่เราก็ไม่ได้คิดอะไร ความฝันนั้นเองทำให้อาตมาไม่สึกแล้ว”
เดิมทีเจ้าอาวาสองค์ก่อนหน้าหลวงพ่อวัชระนั้นก็คือ “หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร” ซึ่งเป็นผู้มาบุกเบิกถ้ำแฝด มานั่งปฏิบัติอยู่ในถ้ำแห่งนี้ และแล้วก็มาเจอแร่เหล็กไหลอยู่ภายในถ้ำจนเป็นที่มาของตำนานบทดังกล่าว อีกทั้งบางครั้งในถ้ำนี้ยังเกิดความพิศวงมีเสียงแปลกๆ เล็กลอดออกมาอยู่เนืองๆ
หลวงพ่อวัชระได้มีโอกาสอยู่กับหลวงพ่อสัมฤทธิ์ถึง 6 พรรษา จนกระทั่งท่านมรณภาพไป คณะกรรมการจึงแต่งตั้งให้หลวงพ่อวัชระดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อมาจวบจนปัจจุบัน ซึ่งห้วงเวลาดังกล่าวนั้นเองตัวของหลวงพ่อวัชระก็ได้ฝึกวิชาอาคมและปฏิบัติวิปัสสนาถ่ายทอดมาจากผู้เป็นอาจารย์จนอย่างหมดเปลือก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คาถาปลุกตัว” ซึ่งเป็นคาถากันลืมที่หลวงพ่อสัมฤทธิ์เป็นเจ้าของ เคยมีคนที่มาฝังเหล็กไหลสวด 108 จบ แต่ขณะที่สวดยังไม่ถึงก็ได้ยินเสียง “พอแล้วๆ” ซึ่งคาดว่าจะเป็นเสียงของเจ้าของบทคาถาปลุกตัวนี้เอง ซึ่งท่านอาจจะมาเตือนด้วยจิตว่าให้หยุดสวดได้แล้ว มิเช่นนั้นอำนาจอิทธิฤทธิ์ของเหล็กไหลจะแรงเกินเหตุจนเป็นผลเสียต่อเจ้าตัวซะเปล่าๆ
เมื่อพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้วทางวัยญาวัจกรณ์ของวัดชื่อว่า พี่อนุชิต เคนพันคร้อ อายุ 47 ปี ซึ่งโดยส่วนตัวแกเป็นหลานของหลวงพ่อสัมฤทธิ์อีกด้วย ได้นำพาพวกเรามุดลงไปดูถ้ำที่เป็นตำนานแห่งเหล็กไหล หน้าถ้ำติดป้ายบอกว่า “คูหาสัมฤทธิ์”
พี่อนุชิตกล่าวว่า เมื่อก่อนเป็นสถานที่ที่เตี้ยมาก แล้วมีการระเบิดปากถ้ำให้กว้างขึ้น พอให้คนลงไปได้หรือนำสิ่งของลงไปได้ หลวงพ่อสัมฤทธิ์ท่านมาจำพรรษาที่นี่อยู่องค์เดียวเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2500 จนมีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีพญางูมาขดตัวอาศัยใบบุญยังถ้ำแห่งนี้ด้วย บ้างก็ว่าเป็นงูเทพที่มาปกปักรักษาและดูแลสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
หลวงพ่อท่านกลัวว่าหากลูกศิษย์ลูกหาลงมาเยี่ยมในถ้ำอาจจะโดนงูกัดได้ ท่านจึงสร้างถ้ำที่คล้ายๆ กันขึ้นมาอีกถ้ำหนึ่ง จนกลายมาเป็น “วัดถ้ำแฝด” ซึ่งจะมีทางเชื่อมยาวประมาณ 50 เมตร ต่อไปหากันแต่อาจต้องคนตัวเล็กหน่อยเพราะทางค่อนข้างเล็ก และอันตรายไม่เบา อาจมีทั้งสัตว์มีพิษกระจุกตัวกันอยู่
พี่อนุชิตชี้ให้ทีมงานดูตามหินงอกหินย้อยจะสังเกตเห็นว่ามีแร่เหล็กไหลสีดำเกาะตัวกันอยู่ ซึ่งแร่เหล่านี้เองเป็นที่มาของเหล็กไหลของจริงที่ทั้งหลวงพ่อสัมฤทธิ์และหลวงพ่อวัชระตั้งจิตอธิษฐานและบริกรรมคาถาตัดออกมาได้
ระหว่างที่กำลังสัมภาษณ์พูดคุยและบันทึกภาพกันอยู่นั้น ก็เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาด เพราะจู่ๆ ก็มีเสียงคล้ายคลื่นแทรก ทั้งๆ ที่อยู่ภายในถ้ำแบบนั้น ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ชนิดที่ว่ากลบเสียงพูดของพี่อนุชิตและทีมงานไปหมด หรือว่าจะเป็นเพราะพลังอำนาจของเหล็กไหลที่ต้องการโชว์ให้เราได้สัมผัส
เท่านั้นยังไม่พอทีมงานเราลองเสี่ยงเซียมซีต่อหน้าองค์พระประธานภายในถ้ำดูก็ปรากฏว่า เซียมซีอยู่ 3 ครั้ง เลขที่ตกออกมากลายเป็นเลข 0 ทั้ง 3 ครั้ง เมื่อไปตรวจสอบตรงแผ่นอ่านคำพยากรณ์ไม่ปรากฏว่ามีหมายเลข 0 สร้างความตกตะลึงให้กับทีมงานเราไปตามๆ กัน
ตลอดเวลาที่เราอยู่ภายในถ้ำดังกล่าวนั้น จะมีค้างคาวบินกันให้ว่อนไปหมด ด้วยเพราะที่มันบินเป็นเรดาร์เดียวกัน ฉะนั้นเวลาเราไปขวางลำมัน มันก็เลยไม่หลบหลีก จึงชนเข้ากับตัวของเราด้วย จนทำให้เราสะดุ้ง ตกใจว่ามีสัตว์มีพิษมาจ้องจะทำร้ายหรือไม่ แต่ก็ไม่ใช่จึงสบายใจได้เปลาะหนึ่ง
หากผู้อ่านท่านใดสนใจที่จะฝังเหล็กไหลและประกอบพิธีสาวน้ำตาเทียนก็สามารถเดินทางไปที่วัดถ้ำแฝด ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี กันได้ตามสะดวก รับรองว่าไปถึงท่านก็จะเจอหลวงพ่อวัชระนั่งอยู่ในศาลาเฉลิมพระเกียรตินั่นแหละครับ |